พลาดครั้งนี้ต้องรอไปอีก 33 ปีเลยนะ
วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เล็กน้อยๆ กับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
A PART OF The Royal Barge Procession to Present the Royal Kathin Ceremony in a part of The Celebration on the Auspicious Occasion of His Majesty the King’s 85th Birthday Anniversary 5th December 2012.(TATNEWS)
วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
King Rama 9
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคแม่น้ำเจ้าพระยา โดยประทับเรือพระที่นั่งอังสนา จากท่าน้ำ รพ.ศิริราช ถึงเกาะเกร็ดมายังท่าน้ำกรมชลประทาน สามเสน เพื่อทรงประกอบพิธิเปิดเขื่อนและโครงการชลประทาน 5 แห่ง
Cheers of "Long Live the King" echoed along the River of Kings as His Majesty travelled by a double-decker cruise ship from Bangkok to Nonthaburi to preside over the inauguration of five royal projects at the Royal Irrigation Department headquarters.The five projects are Khun Dan Prakan Chon Dam in Nakhon Nayok, Khwae Noi Bam Roong Dan Dam in Phitsanulok, Payang Bhumipat water tunnel in Kalasin, Thoranit-Narumitr Water Gate in Nakhon Phanom and Uthokvibhajaprasid Water Gate in Nakhon Si Thammarat. :: The Nation
วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ก๋วยเตี๋ยว เพ็ญพริกเผ็ด หน้าวัดใญ่สุวรรณาราม
วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ฝนมา
เรือประมงพื้นบ้านดัดแปลง ที่ ฟิลิปปินส์ กำลังส่งนักท่องเที่ยวลงสู่โลกสีคราม ท่ามกลางบรรยากาศฝนที่ตกกำลังตกอยู่ไกลๆ เมฆกรองแสงของดวงอาทิตย์จนสามารถปรากฏกายได้เพียงแสงจางๆ มันช่างดูหม่นหมองซะจริงๆ ซึงนั่นมันก็ไม่แน่เสมอไป สถานที่เวลาและอารมณ์ของเราเองเป็นผู้กำหนด ต่างหาก ว่าจะรู้สึกอย่างไร
ว่างๆแวะไปที่ http://www.oknation.net/blog/samjaw บ้างเน้อคั่บ
วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555
เลาะโขง แวะวัดมโนภิรมย์

นั่งรถตามถนนลัดเลาะเลียบริมแม่น้ำโขงพรมแดนที่แบ่งกันสัญชาติระหว่าง ลาวและไทย บนถนนเส้นนี้มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่มากมายเกี่ยวข้องทั้งทางประวัติศาสตร์การเมือง สถาปัตยกรรมรูปแบบต่างๆ ที่ผสมผสานความงามของหลายๆประเทศเอาไว้ด้วยกัน ตอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่พันผูกกับลำน้ำที่ยาวนับพันกิโลเมตร

รถหยุดแวะให้ชม วัดมโนภิรมย์ บ้านชะโนด อำเภอว่านใหญ่ จ. มุกดาหาร วัดเก่าแก่ริมแม่น้ำโขง ที่มีอายุกว่า 300 ปี สร้างขึ้นราว ปี 2230 ราวๆ สมัยอยุธยาตอนปลาย โดยท้าวคำสิงห์ เป็นผู้นำในการโยกย้าย จากบ้านท่าสะโน ถิ่นฐานเดิมในฝั่งลาว หลังพื้นที่ทำเลเดิมนั้นเริ่มจะคับแคบไม่เพียงต่อลูกบ้านที่มีเพิ่มจำนวนขึ้น แต่เดิมวัดชื่อ บ้านชะโนด เดียวกับชื่อหมู่บ้านและชื่อลำห้วยที่ไหลลงสู่ลำน้ำโขง ก่อนมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดมโนภิรมย์


ศิลปกรรมสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานเข้าด้วยกันระหว่าง ไทย ลาว เขมร อ่อนช้อยดูลงตัวงดงาม ทั้งงานไม้และงานปูนปั้นอันวิจิตร โบสถ์ที่อยู่ตรงหน้าหลังนี้คือสิ่งที่ถูกเกริ่นนำสร้างอารมณ์ เป็นอาคารปูนหลังชั้นเดียว ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ จุญาติโยมได้ไม่มากนัก ตั้งอยู่ท่มกลางศาสนสถานที่สร้างขึ้นภายหลังที่ให้ความรู้สึกไม่เข้ากัน
หน้าจั่วแหลมชันและงอน ซุ้มประตูใหญ่หน้าบันเป็นไม้แกะสลักลวดลายูเรียบๆ แต่แฝงไว้ซึ่งเสน์ห์ของงานไม้ ซุ้มประตูเป้นงานปูนปั้นเป็นรูปสัตว์ในพุทธกาลอย่างพญานาค แปะสัลบด้วยกระจกเพียงเล็กน้อย เพื่อสร้างความแววาวยามต้องกระทบกับสงแดดยามเช้า และหัวเสาเป็นงานปูนปั้น ตรงบันไดใหญ่หน้าบันเป็นคชสีห์คู่ขนาดพอกับลูกแกะ บันไดด้านข้าง ซ้ายขวาราวบันไดเป็นรูปปั้นรูปสัตว์สองตัว เป็นยามคอยป้องกันสัตว์ร้ายต่างที่จะทำร้าย
โบสถ์หลังนี้ถูกไฟไฟไหม้ไปเมื่อ กว่าร้อยปีที่ผ่านมา ความงามทางศิลปะถูกเผาไปเหลือเพียงเถ้าถ่าน ซึ่งทั้งชาวบ้านและทางวัดเองได้ร่วมมือกันบูรณะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แม้จะไม่งดงามเท่าเมื่อในครั้งอดีตเพราะงานฝีมือั้นไม่อาจทำเลียนแบบได้เสมอเหมือน

ภายในโบส์มี มี"พระประทาย"หรือ "พระองค์หลวง" พระประธานสร้างด้วยอิฐปูนดูเด่นสง่า จากพนังราบเรียบที่ไม่มีลวดลายลายจิตกรรมผาผนัง สมสัดส่วน พระพักษ์ทั้งหมด บ่งบอกถึงสกุลช่างลาว ด้านซ้ายมีพระงา 8 องค์ นาบข้างซ้าย-ขวา องค์พระ มีพระเจ้าองค์ตื้อ และพระองค์แสน ซึ่งชาวบ้านให้ความเคารพนับถืออย่างมาก อีกทั้งพระพุทธรูปไม้กะสลักที่ชาวบ้านนำมาถวายอีกจำนวนหนึ่ง หน้าต่างทุกช่องมี "ลูกมะหวด" แกะจากไม้ ทำหน้าที่เป็นลูกกรงป้องกันมือดีที่จะมาฉกฉวยทรัพย์สิน
แต่เพิ่งมาทราบข่าวจากทางจอแก้วย้อนหลังไปไม่นานนี้ พระงา ซึ่งแกะสลักจากเป็นพระเจ้า 8 องค์ บนงาของพลายเคน ซึ่งเป็นเคยเป็นช้างของเจ้าเมืองเวียงจันทร์ที่พลัดตกแม่น้ำถูกช่วยขึ้นมาได้ และได้ถวายให้แก่วัดนี้ในเวลาต่อมา นั้นถูกหัวขโมยแอบย่องมาตัดแม่กุญแจประตูหน้าโบสถ์ หายไปพร้อมกับพระองค์แสน ที่เคยต้องพรากจากวัดมาแล้ว ถึง 4 ครั้งแต่ก็ได้กลับคืนมาทุกครั้งไป ในครั้งก็ได้แต่หวังว่าจะได้คืนกลับมาในไม่ช้าสมบัติของแผ่นดินที่ถูกขโมยไปยังพอจะมีโอกาสได้กลับคืนมาถ้าทุกคนที่พบเห็นช่วยกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสและไม่เห็นแก่ตัว คิดจะเก็บครอบงำไว้เอง งานทางพุทธศิลป์ที่นับวันจะหาดูได้ยากขึ้น
วัดริมน้ำโขง ของจังหวัดมุกดาหาร แห่งนี้ถึงแม้จะไม่ใหญ่ไม่โตมากนัก แต่ก็มีตัวโบสถ์ที่สวงามด้วยรูปแบบโบราณซึ่งจะสร้างขึ้นใหม่ในปัจจุบันคงหาได้น้อยมาก เพราะทั้งแรงงานที่มีฝีมือขนาดนี้คงหาได้ยากเต็มที ช่วยกันดูแลและถนอมรักษาไว้ให้นาน คงไม่เกินความสามารถของคนในยุคนี้กระมัง
ว่างๆก็แวะไปที่ http://www.oknation.net/blog/samjaw ด้วยเน้อคั่บ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











