วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560
เที่ยวออบหลวง ท่องสวนสน หน้าฝน
สารภาพกันตามตรง นั่งรถจาก จ.เชียงใหม่ ผ่าน อ.ฮอด จนไปนอนที่ แม่สะเรียง เรื่อยๆจนถึง จ. แม่ฮ่องสอน หลายต่อหลายเที่ยว แต่ก็ยังไม่เคยแวะที่ ออบหลวง สักครั้ง แต่ทุกครั้งที่ผ่านก็นึกเพียงว่า ถ้ามาล่องแก่งเรือยางผ่านช่องเขาที่ตรงนี้ คงจะท้าทายไม่แพ้แก่งระดับ 5 ที่ไหนๆ ที่เขาว่าโหดๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

ฝั่งขวานี่คล้ายหน้าคนนิ



ในช่วงที่ฝนตกชุกเช่นนี้ น้ำขุ่นแดง เชียวเกินกว่าจะลงเล่นน้ำ กิจกรรมต่างๆ ก็งดไปด้วยทั้งล่องแก่ง กางเต็นท์พักแรม แต่สามารถเที่ยวชมได้ หน้าฝนก็จะเขียวๆ ชอุ่มๆ ดอกไม้พอหาเสพได้ตามผนังหิน มอสเฟิร์นดูสดชื่นชุ่มฉ่ำเพลินตาดี ในที่เดียวกันนี้ ยังมีภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นลายเส้นสีขาวยังดูชัดไม่เลือนลาง ต่างจากที่อื่นๆ ซึ่งมักเป็นสีต่างๆ ลวดลายดูจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับผาแต้ม ต่างกันที่สีนี่ล่ะ




อุทยานแห่งชาติออบหลวง อยู่ในพื้นที่ของ รอยต่อระหว่าง อ.ฮอด อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ การเดินทางสะดวกมาก เพราะอยู่ติดริมทางหลวงหมายเลข 108 จาก จ.เชียงใหม่ไป อ.แม่สะเรียง ซึ่งถ้าจะแวะก็ได้ แต่ทำไมไม่แวะ นั่นเพราะการเดินทางไปให้ถึงปลายทางนั้นก็กินเวลามากพออยู่แล้ว ถ้าขืนแวะคงถึงที่หมายดึกดื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แปลว่าต้องต้องตั้งใจมาไม่ใช่เพียงแค่แวะมาเล่นๆ

และในวันนี้ก็ได้แวะสักที หลังจากชะเง้อมองมานานเหลือเกิน ในฤดูฝนวันแดดแรง เหมาะมากที่จะหลบร่มสักพักแล้วค่อยออกไปหาความหมายของออบหลวงซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล ยังพอมีเวลานิดหน่อยให้กินอาหารกลางลำน้ำสีขุ่นราวกับชาเย็น ไหลแรงยกตัวข้ามแก่งเกิดเสียงดังก้องไปทั้งช่องเขาปลายทางข้างหน้า แต่ตอนนี้ไม่สามารถข้ามสิ่งกีดขวางที่อยู่ในกล่องข้าวสานด้วยไม่ไผ่ ที่บรรจุอาหารเมืองสำหรับ 1 มื้อไว้
จุกเลยมื้อนี่
มองลงไปขาสั่นนิดๆ

ร่มเงาของต้นไม้ทอดยอดไปถึง ที่มาของ “ออบหลวง” ช่องเขาขนาดไม่กว้างนัก บีบลำน้ำกว้างกว่าสิบเมตรเหลือช่วงแคบสุดที่เพียง 2 เมตร ถ้านึกบรรยากาศไม่ออกก็ราวกับการเขย่าขวดน้ำอัดลมแล้วเปิดฝา ความแรงของสายน้ำที่ไหลแรงอยู่แล้วกลายเป็นพลังอันมหาศาล ตอนนี้นี่อยากลืมตื่นในชั่วโมงเรียนฟิสิกส์ จะได้คำนวณความแรงออกมาเป็นตัวเลขให้เห็นกันชัดเลยๆ หรือเทียบกับเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ว่ามีพลังมากพอที่จะผลิตไฟให้ห้างใน กทม. ได้เท่ากับกี่ห้าง แต่อย่าเข้าใจไปว่าอยากให้เอาโรงไฟฟ้ามาอยู่ตรงนี้หนา



ในช่วงที่ฝนตกชุกเช่นนี้ น้ำขุ่นแดง เชียวเกินกว่าจะลงเล่นน้ำ กิจกรรมต่างๆ ก็งดไปด้วยทั้งล่องแก่ง กางเต็นท์พักแรม แต่สามารถเที่ยวชมได้ หน้าฝนก็จะเขียวๆ ชอุ่มๆ ดอกไม้พอหาเสพได้ตามผนังหิน มอสเฟิร์นดูสดชื่นชุ่มฉ่ำเพลินตาดี ในที่เดียวกันนี้ ยังมีภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นลายเส้นสีขาวยังดูชัดไม่เลือนลาง ต่างจากที่อื่นๆ ซึ่งมักเป็นสีต่างๆ ลวดลายดูจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับผาแต้ม ต่างกันที่สีนี่ล่ะ

มีเวลาอยู่ที่นี่ราว 2 ชั่วโมง ผลิตเหงื่อออกมาได้อย่างคุ้มค่าข้าวนึ่ง แคปหมู ไส้อั่วน้ำพริกหนุ่ม ไหนๆ ก็แวะตรงนี้แล้ว ก็ไปกลับรถที่สวนสนบ่อแก้วกัน แม้จะแวะมาหลายครั้งก็ยังน่าสนใจในทุกๆ ช่วงเวลา พิเศษตรงที่ช่วงนี้มี กระเจียวเด็กสีขาวน่ารักน่าชังให้ก้นโค้งถ่ายรูปกันตามกำลัง ฝนโปรยลงมาแล้วสาวเท้าอย่างไวขึ้นรถ มุ่งหน้าไปปลายทางที่ แม่แจ่ม ก่อนละกัน
ดอกไม้ในแสงขาวระหว่างเงาดำ
ดอกไม้ริมทาง
มอสเฟิร์นยึดที่นั่ง


ป่าสนบ่อแก้ว ใครผ่านก็ต้องเลี้ยวรถลงไปถ่ายรูปกันสักนิดนึง
สนเรียงราย

ร่องรอยเปลือกสน

หนูน้อยหมวกแดง
กระเจียวน้อย สีขาว
ปล่อยอารมณ์
สองเรา
จะไปแล้วหรา ขอหนมกินหน่อย จิ
#NikonD850 #GoD850 #tat #tatchiangmai #เที่ยวเชียงใหม่ไม่ต้องรอหนาว #แอร์เอเชีย #thaiairasia Janenany Hamontri
#Opel Chandhrapanya
วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2560
โตนงาช้าง น้ำตกงาม เมืองสงขลา
ในจังวัดสงขลา มีน้ำตกอยู่หลายแห่งด้วยกัน แต่ที่เดินทางสะดวกไปแล้วง่ายหน่อย อีกทั้งไม่ต้องเดินไกลมากก็คงจะเป็นที่ น้ำตกโตนงาช้าง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง อยู่ห่างจาก อ.หาดใหญ่ไปทาง อ.รัตภูมิ ประมาณ 28 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ และมีน้ำตลอดทั้งปี เพราะธรรมชาติทั่วไปยังคงเป็นป่าดิบเขาที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาชนิด
น้ำตกนี้ประกอบไปด้วย น้ำตกน้อยใหญ่ถึง 7 ชั้น ซึ่งในชั้นที่ 3 ถือเป็นน้ำตกที่สวยที่สุด มีสายน้ำสองสายที่ตกลงมาจากหน้าผาสูง มองดูแล้วคล้ายกับงาช้างสีขาวขนาดใหญ่ และนี่เองจึงเป็นที่มาของชื่อน้ำตกแห่งนี้ แต่ในวันที่ได้กลับไปอีกครั้งหลังจากที่เคยมาเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่สมัยยังเรียนชั้นประถมอยู่เลย ยังรู้สึกสดชื่นแบบเดียวกันกับเมื่อครั้งก่อน น้ำจะมีสีแดงไปบ้าง จากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในเมื่อคืนที่ผ่านมา น้ำเลยจะมีสีขุ่นของตะกอนดิน
เสียดายที่มีเวลาชื่นชมน้ำตกแห่งนี้เพียงแค่ชั่วโมงเดียว แต่ก็พอดีสำหรับการเดินขึ้นไปยังชั้นที่ 3 ส่วนชั้นอื่นๆ ก็จะมีชื่อต่างกันออกไปได้แก่ ชั้นที่ 1 โตนบ้า ชั้นที่ 2 โตนปลิว ชั้นที่ 3 โตนงาช้าง ชั้นที่ 4 โตนดำ ชั้นที่ 5 โตนน้ำปล่อย ชั้นที่ 6 โตนฤาษีคอยบ่อ ชั้นสูงสุดชั้นที่ 7 โตนเหม็ดขนุน ถ้ามีเวลามากกว่านี้คงได้เดินถ่ายรูปครบทุกชั้น
แค่เพียงชั้นเดียวยังใช้เวลาหามุมถ่ายรูปรวมๆ แล้วครึ่งชั่วโมง รู้สึกเปียกปอนไปกับละอองน้ำที่ปลิวมาจากตัวน้ำตก วันนี้ฟ้าครึ้มไปด้วยเมฆฝนเจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่าควรงดลงเล่นน้ำจะเป็นการปลอดภัยมากกว่า
ปล. โตนในภาษใต้นี้แปลว่า น้ำตก
วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560
Sunset ท้องฟ้าเปลี่ยนสีก่อนพลบค่ำ
วันก่อนมีโอกาสได้ไปเดินสวนหลวง ร.9 ปอดสาธารณะ ของคนกรุงเทพฯ ทางด้านตะวันออก อากาศร้อนอบอ้าว ท้องฟ้ามีเมฆหลายส่วน แต่ยังมีผู้คนมากมายต่างมาทำกิจกรรมกลางแจ้งกันตามถนัด บ้างก็ปล่อยพลังด้วยการปั่นจักรยาน เดินทอดน่อง เดินเร็ว วิ่งทำเวลา หรือวิ่งเพื่อสุขภาพ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่นานฟ้าก็จะมืดแล้ว ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง มีก้อนเมฆปื้นใหญ่ทำตัวเป็นฉากรับแสงสีทองมะลังมะเรือง สวยงามยิ่งกว่าในท้องเรื่องเทพนิยาย อดใจไม่อยู่ต้องคว้ากล้องมาเก็บบรรยากาศ ณ ตอนนั้นเอาไว้ แต่ใจนึงก็เสียดายอยากได้ภาพการเปลี่ยนสีของท้องฟ้าในช่วงนี้ ซึ่งในกล้อง Nikon D750 มีระบบ VDO แบบเว้นวรรค (TimeLapse) ขาตั้งก็ไม้ได้แบกมาด้วย ตัดใจวางบนกระเป๋ากล้อง ซึ่งดีกว่ายืนดูเฉยแล้วปล่อยให้ท้องฟ้ามืดไปต่อหน้าต่อตา ตั้งรับแสง F/5.6 SpeedShutter 1/25 Auto ISO กดชัตเตอร์ให้กล้องทำงานไปแล้วรวมรูปให้กลายเป็นวีดิโอเคลื่อนที่เร็ว วันนี้เลยได้ภาพท้องฟ้าเปลี่ยนสีมาให้ชมกันเล็กน้อย…
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



























































































